ความเครียด

ความเครียด

คือ ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่นการย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้างภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อนครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเองเช่นความต้องการเรียนดีความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย

ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกาย ให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดี มันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด

เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดัน หรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ

สถิติผู้ป่วยในประเทศไทย

กรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูลว่า จากผลการสำรวจระบาดวิทยา สุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติปี 2556 ซึ่งเป็นการสำรวจทุก 5 ปี เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคจิตเวชของคนไทย โดยใช้เครื่องมือและการดำเนินงานตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากรไทยพบว่าคนไทยมีภาวะของความเครียดตลอดช่วงชีวิตถึง 900,000 คน หรือประมาณ 1.8% ของประชากรทั้งประเทศ และปัญหาการฆ่าตัวตายประมาณ 3.5% ของประชากร หรือราว 1.8 ล้านคน

STRESS

Event :  ความเครียด

[tlh

Pattern

การทำงานของประชากร กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า มีจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 55.83 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38.38 ล้านคน ผู้มีงานทำ 37.68 ล้านคน ผู้ว่างงาน 4.30 แสนคน

สถิติการฆ่าตัวตายเฉลี่ยของคนไทย จากการเก็บข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า สถิติการฆ่าตัวตายของคนไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 5.77 คนต่อประชากรแสนคน หรือมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 3,612 คนต่อปี และถ้าคิด เฉลี่ยต่อวัน พบว่าในแต่ละวันมีคนฆ่าตัวตายถึง 12 คน หรือเฉลี่ย 1 คนต่อทุก ๆ 2 ชั่วโมง

จากการสำรวจ เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้การจราจรติดขัดมากที่สุด พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 65.73 ระบุว่า มีสาเหตุมาจากคนออกรถใหม่เพิ่มมากขึ้นและนโยบายรถคันแรก  รองลงมา ร้อยละ 18.73 เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบวินัยจราจร เช่น การกีดขวางช่องการจราจร จอดในที่ที่ห้ามจอด ร้อยละ 6.53 ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะไม่เพียงพอ ร้อยละ 3.33 เกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของ กทม. และตำรวจ ร้อยละ 3.20 เกิดจากการเติบโตของเขตเมืองหลวงและการเพิ่มขึ้นของประชากร และ ร้อยละ 1.60 อื่นๆ เช่น ถนนชำรุด การซ่อมบำรุงถนน และอุบัติเหตุ

 

ข้อมูลการให้บริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด ปีงบประมาณ 2557-2559

การให้บริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วย

หน่วยนับ

พ.ศ. 2557 พ.ศ. 2558

พ.ศ. 2559

ผู้ป่วยมารับบริการทั้งหมด ราย 48,869 42,768 45,516
ผู้ป่วยนอกทั้งหมด ราย 45,510 40,121 43,106
จำนวนการตรวจสารเสพติด ครั้ง 83,833 41,946 64,537

งานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติครั้งที่ 14 และการประชุมวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็กครั้งที่ 12 ประจำปี 2558 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปไม่นานมานี้ มีข้อมูลน่าสนใจว่าคนไทยป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข บอกว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นตัวเลขการเข้ารักษาตัวทางด้านจิตเวชเพิ่มสูงถึง 1.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคจิต ยังไม่รวมบางส่วนที่ไม่ยอมไปรับบริการการรักษา เพราะอายที่ต้องพบจิตแพทย์ และกลัวว่าจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็น “คนบ้า” ที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตได้พยายามสนับสนุนให้ผู้ป่วยทางจิตได้รับการรักษา เน้นการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม โดยการผลักดัน พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้ผู้ป่วยทางจิตสามารถที่จะอยู่ร่วมบ้าน ร่วมชุมชนนอกจากนี้ยังมีตัวเลขคนไทย ที่มีภาวะของโรคซึมเศร้าตลอดช่วงชีวิตถึง 900,000 คน หรือประมาณ 1.8% ของประชากรทั้งประเทศ และปัญหาการฆ่าตัวตายประมาณ 3.5% ของประชากร หรือราว 1.8 ล้านคน

สัดส่วนนักเรียนกวดวิชาต่อนักเรียนในระบบที่ยังไม่มากทำให้ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชายังมีโอกาสขยายตัวอีกมากในอนาคต โดยรายได้ของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาทั้งระบบมีประมาณ 10,000 ล้านบาท จากจำนวนนักเรียนราว 535,000 คน โดยถ้าคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จะพบว่าสัดส่วนนักเรียนกวดวิชามีเพียง 14% แต่ถ้าเทียบเฉพาะในกรุงเทพฯ ก็จะมีสัดส่วนนักเรียนกวดวิชาประมาณ 55% ซึ่งถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน เช่น เกาหลีใต้มีสัดส่วนนักเรียนกวดวิชาเทียบกับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาประมาณ 74% ญี่ปุ่นประมาณ 70% และ สิงคโปร์มีถึง 90% นอกจากนี้ครอบครัวในเกาหลีใต้ยังมีอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเรียนกวดวิชาที่ 16% ในขณะที่ครอบครัวไทยใช้จ่ายค่าเรียนพิเศษเพียง 2% – 3% ต่อค่าใช้จ่ายทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีการขยายตัวของจำนวนโรงเรียนและนักเรียนกวดวิชาแบบก้าวกระโดด ซึ่งช่วงปี 2007 – 2013 โรงเรียนกวดวิชาในต่างจังหวัดเติบโต 139% เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่เติบโต 69% และจำนวนนักเรียนที่เรียนพิเศษในต่างจังหวัดขยายตัว 58% เทียบกับในกรุงเทพฯ ที่ขยายตัว 42% แสดงให้เห็นว่าศักยภาพการขยายตัวในต่างจังหวัดนั้นมีมากกว่า และเมื่อคำนึงถึงสัดส่วนต่อจำนวนประชากรแล้วโอกาสการเติบโตในต่างจังหวัดยังมีอยู่มาก

ปีพ.ศ. 2543 เท่ากับ 31.1 ต่อประชากรหญิง 1,000 คนและเพิ่มสูงถึง 53.8 ต่อประชากรหญิง 1,000 คนในปีพ.ศ. 2555 (รูปที่ 7) ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นถึงกว่าร้อยละ 70 ในขณะที่ทั่วโลกรวมทั้งทวีปแอฟริกาที่เคยมีอัตราเกิดมีชีพเฉลี่ยสูงที่สุดในโลกกลับมีแนวโน้มลดลงโดยเฉลี่ยถึงประมาณร้อยละ 20 (30) นอกจากนี้อัตราเกิดมีชีพในกลุ่มวัยรุ่นอายุน้อยกว่า 15 ปีมีแนวโน้มสูงขึ้นมาเรื่อยๆจากข้อมูลล่าสุดในปีพ.ศ. 2555 พบว่ามีวัยรุ่นอายุ 10-14 ปีคลอด 3,725 คนซึ่งคิดเป็นจำนวนที่สูงกว่า 10 ปีที่แล้วถึงกว่า 2 เท่า

จากตัวชี้วัดความยากจน ในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 10,859 บาทต่อเดือน

งพวเง

 

System

เรื่องภายในครอบครัว ความรัก เรื่องเรียน การเงิน&เศรษฐกิจ ตกงาน ปัญหาทางภาวะสุขภาพ ศาสนา สารเสพติด การจราจร วัตถุนิยม พฤติกรรมเลียนแบบ ความเชื่อ มลภาวะ การหย่าร้าง การตั้งครรภ์ไม่พึ่งประสงค์ อาชญากรรม

 

capture-20170503-221928

นวัตกรรม

เครื่องดื่มช่วยสร้างพลังสมดุลให้คุณรีแลกซ์จากภายใน ช่วยปลอบประโลมวันยุ่งๆ ให้คุณได้รู้สึกผ่อนคลาย พร้อมรับมือได้อย่างสดใส หมดกังวล ผสานกันอย่างลงตัวกับน้ำผลไม้ อร่อยแบบแคลอรี่ต่ำ

ด้วยส่วนผสมของสารสกัดจาก

  • แอล-ธีอะนีน กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับกระแสประสาท ส่งผลในเรื่องการผ่อนคลายและลดความเครียดได้ ช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์
  • คาโมมายล์ ช่วยให้รู้สึกสงบ คลายความกังวล รวมถึงช่วยให้หลับสนิท
  • เลมอนบาล์ม ช่วยให้ผ่อนคลาย ขจัดความเหนื่อยล้า ระงับภาวะอารมณ์หงุดหงิด ปรับสมดุลความดันโลหิต
  • ลาเวนเดอร์ ช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ให้รู้สึกผ่อนคลาย

 

วเดพ

Data Flow

capture-20170503-222403

in-b12capture-20170503-222545

 Clinical        

 

 

 

GIS ประยุกต์กับโรค

capture-20170503-222924

capture-20170503-223037

 

Pandemic ในประเทศไทย

ไข้เลือดออก(Denguehemorrhagicfever–DHF)

เป็นโรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจากไวรัสเดงกี(Denguevirus)โดยมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรคอาการของโรคนี้จะคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก

อาการ

โรคนี้คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัด กล่าวคือ มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่แตกต่างกันที่ ไข้จะสูงกว่ามาก โดยอาจมีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะมีหน้าแดงและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่าหากทำการทดสอบโดยการรัดต้นแขนด้วยสายรัด(Touniquettest) จะพบจุดเลือดออก  ผู้ป่วยอาจมีเลือดออกผิดปกติ  เช่น เลือดกำเดาไหล  เลือดออกตามไรฟัน หรือ อาการเลือดออกผิดปกติอื่นๆ

และในบางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ อาจพบอาการซึมเหงื่อออก      มือเท้าเย็น  ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวาปัสสาวะลดลงอาจถึงกับช็อกและเสียชีวิตได้โดยอาการนำของภาวะช็อกมักเริ่มจากการมีไข้ลดลง

 

การป้องกัน

แม้ว่าในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่แต่ก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ดังนั้นคำตอบที่ดีที่สุดของโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันนี้คือการป้องกันไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีจำนวนลดลงซึ่งทำได้โดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายและการกำจัดยุงลายทั้งลูกน้ำและตัวเต็มวัย และป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ทั้งนี้การป้องกันทำได้ 3 ลักษณะ คือ

  1. การป้องกันทางกายภาพ ได้แก่

ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิดเช่นมีผาปิดปากโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าไม่มีฝาปิดก็วางคว่ำลง หากยังไม่ต้องการใช้เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลายเปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดบ่อยๆ อย่างน้อยทุกๆ 7 วันปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ รวมถึงอ่างบัวและตู้ปลาก็ ควรมีปลากินลูกน้ำ เพื่อคอยควบคุมจำนวนลูกน้ำยุงลายเช่นกันใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลายโดยใส่เกลือ 2 ช้อนชาต่อความจุ 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้นานกว่า 7 วัน

  1. การป้องกันทางเคมี ได้แก่

เติมทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้และรับรองความปลอดภัย เหมาะสมกับภาชนะที่ไม่สามารถใส่ปลากินลูกน้ำได้การพ่นสารเคมีหรือยากันยุง เพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย มีข้อดีคือ ประสิทธิภาพสูง แต่ข้อเสียคือ มีราคาแพง และเป็นพิษ ต่อคนและสัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่น และฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยงควรเลือกฉีดในเวลาที่มีคนอยู่น้อยที่สุดและฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ท่อระบายน้ำ กระถางต้นไม้ เป็นต้น

การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 ชนิด คือ ยาจุดกันยุง และสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์อาจเป็นยาในกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) เป็นต้น      เมื่อก่อนมียาฆ่ายุงด้วยมีชื่อว่าดีดีทีแต่สารนี้ถูกยกเลิกการใช้ไปแล้วเนื่องจากเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานมากอย่างไรก็ตาม            สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุงก็มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์ ดังนั้นเพื่อลดความเป็นพิษดังกล่าวควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ดังนั้นห้ามฉีดลงบนผิวหนัง และควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด

 

วัคซีนไข้เลือดออก CYD-TDV (Chimeric Yellow Fever Dengue Tetravalent Dengue Vaccine) นี้ประกอบด้วย DENV 1,2,3,4 มารวมกันให้อยู่ในเข็มเดียวกันฉีดวัคซีนไข้เลือดออกจะฉีดเข้าไปที่ผิวหนัง 3 ครั้งๆ 0.5 มล. โดยฉีดห่างกันครั้งละ 6 เดือน ซึ่งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังฉีดแล้ว เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว มีไข้ต่ำๆ ผิวหนังแดง ห้อเลือด บวม และคัน แต่อาการดังกล่าวเป็นชนิดไม่ร้ายแรง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 3 วันหลังจากฉีดวัคซีน หากฉีดครบ 3 ครั้งแล้วภูมิคุ้มกันจะขึ้นเต็มที่