แนวทางการป้องกัน

1.การป้องกันข้อมูลส่วนตัว สามารถปฏิบัติได้โดยการตั้งค่ารหัสเข้าข้อมูลของไฟล์ข้อมูลที่ต้องการป้องกัน จัดเป็นเทคนิคที่ดีมากที่สุดวิธีหนึ่งในการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับให้เฉพาะบุคคลที่ต้องการ

2. การป้องกันการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งโดยตรงและการเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

      2.1 การใช้ Username หรือ User ID และรหัสผ่าน (Password) ทั้งนี้ผู้ใช้ไม่ควรกำหนดรหัสผ่านที่เป็นวันเกิด หรือรหัสอื่นๆที่บุคคลไม่หวังดีสามารถคาดเดาได้

2.2 การใช้เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ในการเข้าสู่ระบบ เช่น การใส่สมาร์ทการ์ด (Smartcard) ในการควบคุมการใช้งาน หรือกุญแจล็อกเพื่อป้องกันการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต

   2.3 การใช้อุปกรณ์ทางชีวภาพ (Biometric Device) เป็นการใช้อุปกรณ์ที่ตรวจสอบลักษณะส่วนบุคคลเพื่อการอนุญาตใช้โปรแกรม ระบบ หรือการเข้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น การตรวจสอบเสียง ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ ลายเซ็น ม่านตา และรูปหน้า โดยอุปกรณ์จะนำเข้าข้อมูลที่ได้จากการแปลงลักษณะส่วนบุคคลในรูปดิจิทัลไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ ถ้าข้อมูลตรงกัน คอมพิวเตอร์จะอนุญาตให้เข้าสู่ระบบ

3.การสำรองข้อมูล (Backup Disks) ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอและไม่เก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกันกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำการ Backup Disks นั้น ซึ่งผู้ใช้สามารถสำรองข้อมูลไว้ในอุปกรณ์สำรองข้อมูลชนิดอ่านอย่างเดียว เช่น แผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ

4.การติดตั้งโปรแกรมค้นหาและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นวิธีการป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากสามารถป้องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้หลากหลาย ปัจจุบันมีโปรแกรมค้นหาและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์หลายโปรแกรม โดยผู้ใช้ควรติดตั้งอย่างน้อย 2 โปรแกรม นอกจากนี้ยังควรอัปเดต (Update) โปรแกรมค้นหาและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

พระราชบัญญัติต่าง ๆ

พระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๕๐ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐เป็นปีที่ ๖๒ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

    พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550 ทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ต้องรู้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน

การสืบค้นข้อมูล

   เสิร์ชเอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมค้นหา คือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ

 

    มารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ต แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ

  1. ด้านการติดต่อสื่อสารกับเครือข่าย
  2. ด้านการใช้ข้อมูลบนเครือข่าย
  3. ด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้
  4. ด้านระยะเวลาในการใช้บริการ

เครือข่ายคอมพิวเตอร์

โครงสร้างเครือข่าย

1. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (bus topology) โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส จะประกอบด้วย สายส่งข้อมูลหลัก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย

 

 

 

2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology) โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมีลักษณะเป็นวงกลม การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายนี้ก็จะเป็นวงกลมด้วยเช่นกัน ทิศทางการส่งข้อมูลจะเป็นทิศทางเดียวกันเสมอ จากเครื่องหนึ่งจนถึงปลายทาง

 

 

 

3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (star topology)โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีจุกศูนย์กลางในการควบคุมการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรือ ฮับ (hub) การสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ จะสื่อสารผ่านฮับก่อนที่จะส่งข้อมูลไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ

 

 

 

องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบ

1. ผู้ส่งข่าวสารหรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร (source)   อาจจะเป็นสัญญาณต่าง ๆ เช่น สัญญาณภาพ  ข้อมูล และเสียงเป็นต้น

 

 

2. ผู้รับข่าวสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร (sink) ซึ่งจะรับรู้จากสิ่งที่ผู้ส่งข่าวสาร หรือแหล่งกำเนิดข่าวสารส่งมา

ชนิดของสัญญาณข้อมูล

     สัญญาณอนาล็อก (Analog signal) คือ เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave)   โดยหน่วยวัดสัญญาณแบบนี้คือ เฮิรตซ์(Hertz) โดยมีลักษณะสมบัติ 2 ประการคือ

      ความถี่ของคลื่น (Frequency) คือ จำนวนครั้งที่คลื่นทวนซ้ำระหว่างช่วงเวลาที่กำหนด หมายถึง จำนวนครั้งที่คลื่นจะเสร็จสิ้นหนึ่งรอบในหนึ่งวินาที ความถี่ที่ถูกเพิ่มขึ้นจะถูกแทนด้วย 1

ช่วงกว้างของคลื่น (Ampitude) คือ ความสูงของคลื่นภายในคาบเวลาที่กำหนด ความกว้าง หมายถึง ความดังของสัญญาณเสียง โดยกำหนดให้เสียงที่ดังเพิ่มขึ้นถูกแทนด้วย 1

 

สัญญาณดิจิตอล (Digital signal) คือ สัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง โดยรูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน อัตราการส่งข้อมูลมีหน่วยเป็น bps หรือ Bit Per Seco